Future Lifestyle: Moderation Society

19 01 2010

สวัสดีปีใหม่ 2010 ค่ะ

วันนี้ ไปอ่านเจอเรื่องราวน่าสนใจเขียนโดยคุณ Ged ก็เลยขอนำเรื่องราวมาแบ่งกันอ่าน ดังนี้ค่ะ

…. MO-SO หรือ Moderation Society จริง ๆ แล้วหลายคนอาจจะเคยได้ยินกันมานานแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่คุ้นเคยแล้วได้ยินคนพูดถึง แล้วออกจะงง ๆ ว่า โมโซ คืออะไรเนี่ยะ >_<”เคยได้ยินแต่ ไฮโซ กะ โลโซ ..ตอนนี้ก็หายงงได้เลยค่ะ เพราะ โมโซ ก็อยู่ตรงกลางระหว่าง ไฮโซ กะ โลโซ เนี่ยะแหละเจ้าค่ะ เพราะ โมโซ หมายถึง สังคมพอประมาณ^^ เป็นไลฟท์สไตล์ของคนที่แสวงหาความพอดีของชีวิตหรือทางสายกลาง สนองพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงของเราด้วยค่ะ~^^~

ถ้า ใครได้ฟังพระดำรัสของพระราชินีเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2552 ที่ผ่านมา คงจะจำได้นะคะ ว่าพระองค์ตรัสว่า ประเทศไทยยุคนี้กำลังอยู่ในยุค กลียุค …ฟังดูแล้วน่ากลัวมากมาย แต่มาลองพิจารณาดูก็จะเห็นจริงค่ะ ไม่ว่าจะด้าน เศรษฐกิจ สังคม และ การเมือง ประเทศเราเข้าขั้นวิกฤตแล้วค่ะ…ใครที่ตระหนักรู้ได้เร็วก็จะตั้งรับได้ทัน หันมาสำรวจตัว ปรับตัว เพื่อเตรียมรับ นั่นก็คือ หันมาใช้ชีวิตอย่างพอเพียง อยู่กับความพอดี หันมาสำรวจตรวจสอบจิตใจของตัวเอง มากกว่าจะสนใจวิ่งตามแฟชั่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะละเลยไม่สนใจความสวยความงามเอาซะเลยนะคะ แต่ความงามภายนอกที่จะใส่ใจ ก็คือ ความงามที่มาจากสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีค่ะ นอกจากจะใส่ใจใช้ชีวิตอย่างพอเพียงแล้ว ยังต้องใส่ใจ โลกและสิ่งแวดล้อมด้วย และการใช้ชีวิตเช่นนี้แหละ คือ MOSO LifeStyle นั่นเองจ้า^_^

ชาว โมโซ เค้าให้นิยาม สังคมแบบโมโซนี้ว่า โมโซ คือ สังคมอันพึงปรารถนาที่ชาวโมโซทุกคนจะร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อให้เป็นสังคมที่ประกอบไปด้วยความจริง ความดีงาม และความสุข “โมโซ” มาจาก Moderation Society หมายถึง “สังคมพอประมาณ” เป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่ต้องการให้คนในสังคมเกิดความตระหนักในการ ใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการดำเนินชีวิตในทางสายกลาง ที่แตกต่างจากคน “ไฮโซ” และ “โลโซ” โดยไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง….

คนที่มีแนวคิดแบบโมโซส่วนมากในช่วงนี้ก็จะเป็นวัยทำงานค่ะ แต่ก็พยายามชักชวนเด็กรุ่นใหม่ ๆ ให้หันมาสนใจการใช้ชีวิตแบบโมโซ คาดกันว่า ในปีหน้านี้ เทรนด์ที่จะมาแรงแซงโค้งใครเพื่อน ก็คือ เทรนด์โมโซนี่แหละเจ้าค่ะ ^^ ประมาณ เน้นการใช้สติ ไม่เน้นการใช้สตางค์ ไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ หรือแม้แต่การแต่งตัว ก็จะเน้นความเรียบง่ายและพอดีค่ะ แฟชั่น MOSO ก็จะเป็นอะไรที่เรียบ ๆ น้อยชิ้น เน้นการใช้งานมากกว่าความสวย..อืมมมม ชอบค่ะชอบ คิด ๆ ไปก็เข้ากับแนวคิดแบบ minimal นะคะ น้อย ๆ พองาม เรียบ ง่าย สบาย ๆ ^^

ขอ รับรองค่ะ ว่าเทรนด์ MOSO มาแรงแน่นอน เพราะดูจากการใช้ชีวิตของตัวเองและคนใกล้ตัวรอบข้างหลาย ๆ คนในช่วงนี้ สูงสุดคืนสู่สามัญกันทั้งน๊านนนนค่ะ จากที่เคยตะเกียกตะกายไขว่คว้าดิ้นรนหาแต่เงิน ตำแหน่ง และความก้าวหน้า ตอนนี้เริ่มหยุดคิด มีสติและสำรวจจิตใจของตัวเองมากขึ้นค่ะ หลาย ๆ คนที่คุ้นเคยหันมาปรับปรุงจิตวิญญาณของตัวเองมากกว่าจะปรุงแต่งรูปกายและ สถานะทางสังคม ….ซึ่งเป็นการใช้ชีวิตที่ทำให้เรามีความสุขทางจิตวิญญาณได้มากขึ้นจริง ๆ ค่ะ Y_Y อืมมมม ยังไงเพื่อน ๆ คุณแม่บ้านลองปรับเปลี่ยนเป็นชาวโมโซดูบ้าง หรือ ใครที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายสายกลางเป็นปกติอยู่แล้วมีความคิดเห็นดี ๆ ที่อยากนำเสนอเพื่อน ๆ คุณแม่บ้านคนอื่น ๆ บ้าง ก็แสดงความคิดเห็นสำหรับโพสต์นี้กันได้นะคะ จะได้แลกเปลี่ยนกัน เผื่อเราอาจจะได้จับกลุ่มแม่บ้านโมโซเล็ก ๆ แลกเปลี่ยนความรู้การใช้ชีวิตเรียบง่ายกันนะคะ~^^~

ตอน นี้ในหลวงของเราทรงพระประชวรอยู่ ร่วมกันตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์หายและแข็งแรงเร็ว ๆ นะคะและขอให้เพื่อน ๆ มีความสุขอย่างพอเพียงกันทุกคนค่ะ^______________^

ที่มา: http://housewifelikesthis.blogspot.com/2009/10/lifestyle-trend-2010moderation-society.html





Future Book

18 10 2008

มีหนังสือมาแนะนำค่ะ

สุดยอดคัมภีร์เรียนต่ออเมริกา (Studying in USA)

                  “อเมริกา” เป็นประเทศต้นๆ ที่คนทั่วโลก เลือกที่จะไปเรียนต่อ อาจเป็นด้วยเหตุที่ว่าเขาล้ำหน้ากว่าใครในด้านการศึกษาก็เป็นได้ มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับโลกก็ล้วนอยู่ที่นั่น ไม่แปลก ที่ใครๆ ก็ใฝ่ฝันอยากไปเรียน
                  แต่กว่าจะได้ไป คนที่ตั้งใจเต็มร้อยก็เกือบท้อ ในกรณีที่เตรียมตัวไปเรียนด้วยตัวเอง ไม่มีเอเย่นต์คอยช่วยเหลือตระเตรียมเอกสาร แนะนำการเดินทาง ตลอดจนถึงการปฏิบัติตัว เพราะมีสารพัดขั้นตอนและเรื่องจุกจิกที่ควรรู้ เริ่มตั้งแต่การหามหาวิทยาลัย การสอบโทเฟล การยื่นขอวีซ่า การเตรียมกระเป๋า การต่อเครื่องที่สนามบิน การตอบคำถามอิมมิเกรชั่น เป็นต้น
                หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือแนว How-To ใช้ภาษาง่ายๆ ที่แนะนำทุกขั้นตอนที่ต้องทำก่อนไปเยือนแผ่นดินอเมริกา และเป็นหนังสือที่ต้องพกพา เป็นคู่มือที่ต้องพลิกอ่าน ด้วยข้อมูลจริงที่ทันสมัยที่สุดในยุค 2008 นี้ จะเป็นแนวทางให้ผู้ที่ต้องการคำแนะนำพื้นฐานในการเริ่มต้นเตรียมตัวเองเพื่อไปสหรัฐอเมริกา แล้วคุณจะรู้ว่า การไปเรียนอเมริกาน่ะเรื่องหมูๆ

ชื่อหนังสือ :      สุดยอดคัมภีร์ เรียนต่ออเมริกา (Studying in USA) 
หมวด :             การศึกษา/ประสบการณ์ชีวิต
ผู้เรียบเรียง :      พี่แอมมี่
ราคา :              185 บาท
จำนวนหน้า :      224 หน้า
ISBN:              978-974-303-960-7
จัดจำหน่ายโดย : บริษัท บิสซี่เดย์ จำกัด โทร. 0-2632-7972-4





Future: World Outlook 2008 (1)

10 11 2007

โดย The Futurist สรุปจาก wfs.org, Nov-Dec 2008

The Futurist Nov-Dec 07 คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเขียนบล็อคเกี่ยวกับอนาคตโดยไม่ได้พูดถึง World Future Society หรือ เว็บไซต์คือ www.wfs.org  กับนิตยสารชื่อ The Futurist เพราะนักอนาคตศาสตร์ส่วนใหญ่หรือผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์มักจะเข้ามาหาความรู้จากทั้งสองสื่อนี้อยู่เป็นประจำ

ในฉบับประจำเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้ นิตยสาร The Futurist ได้ทำนายอนาคตของโลกในปี 2008 ไว้ 10 ประการ แต่ต้องขอออกความเห็นนิดหน่อยค่ะว่า อ่านแล้วจะออกไปทางแนวคิดอเมริกันค่อนข้างสูง อาจจะเนื่องจากผู้วิเคราะห์ทั้งหมดเป็นอเมริกันชนทั้งสิ้น คิดซะว่าลองศึกษาแนวคิดไว้บ้างก็ไม่เสียหลาย สนุกดีด้วย เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราไปในตัว ก็เลยจะขอสรุปความเป็นภาษาไทยอีกครั้งจากบทสรุปที่นำมาจาก wfs.org ตามนี้ค่ะ

1. โลกจะมีอภิมหาเศรษฐีพันพันล้านเพิ่มขึ้นก่อนปี 2025 - ทั้งนี้เนื่องมาจากยุคโลกาภิวัฒน์และการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ

2. แฟชั่นจะมีการพัฒนาอย่างยิ่งยวด – เพราะรสนิยมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปล้ำยุคขึ้น  ในอนาคตเราอาจจะมีผ้าที่เปลี่ยนสีได้เอง (แบบกดปุ่มหรือตามความร้อน ไม่ใช่เพราะว่าใช้จนเก่าหรอกนะคะ) กางเกงยีนส์ที่ไม่เก็บกลิ่นน้ำหอม รองเท้าไนกี้ติดไอพอด หรือนาฬิกาข้อมือที่ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินด้วย (ก็เดี๋ยวนี้ จะใช้จ่ายอะไรก็รูดบัตรเครดิต และจ่ายเงินออนไลน์หักบัญชีธนาคาร ทำไมจะผลิตนาฬิการุ่นนี้ไม่ได้ หรือดูตัวอย่าง UMPC ที่ได้เล่าไว้ในตอนก่อนๆ ก็ได้) การพยากรณ์อนาคตวงการแฟชั่นนี้ ต้องไปถามจาก SFIT หรือ Smart Fabrics and Intelligent Textiles ที่ได้ทำนายตลาดอเมริกาและยุโรปว่า อาจจะมีการซื้อใช้สูงถึง 400 ล้านเหรียญเชียวค่ะ

3. อาจจะเกิดสงครามเย็นอีกครั้ง(ระหว่างอเมริกา)กับจีนหรือรัสเซีย หรือทั้งสองประเทศ – สิ่งนี้ผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศทางฝั่งอเมริกาเค้าทำนายไว้ว่า มันรุนแรงจนไปแทนที่เรื่องการก่อการร้าย (Terrorism) ทีเดียว เพราะเค้าเปรียบเทียบว่า ขีปนาวุธของรัสเซีย (และจีน) นั้นทรงอานุภาพมากกว่าของกลุ่มจีฮัดหลายขุมนัก มันเลยน่ากลัวกว่ากันมาก ยิ่งตอนนี้อเมริกาเสียดุลการค้ากับจีน มีการเรียกสินค้าที่ผลิตจากจีนคืน และอาจจะมีข้อขัดแย้งอื่นๆ มากขึ้นๆ ตามมา ต้องคอยดูกันต่อไป

4. จะลดการใช้เงินสดลง เข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) – คือ โลกได้พัฒนาเข้าสู่ยุคที่คนจะใช้เงินสดน้อยลง อาจจะใช้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ebanking มากขึ้น จ่ายเงินผ่านออนไลน์กันมากขึ้น หรือเขียนเช็ค (ในอเมริกา)เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้จ่ายเงินออนไลน์ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น

5. โลกจะเผชิญกับการสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชที่หลากหลายทางพันธุกรรม (biodiversity) – องค์กร WRI หรือ World Resources Institute ทำนายไว้ว่า ในศตวรรษที่ 21 นี้ เราจะได้เห็นการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์กว่าพันชนิด และการปกป้องการสูญพันธุ์เหล่านี้ ทำท่ามกลางการเพิ่มการบริโภคทรัพยากร จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป และการทำลายสิ่งแวดล้อม ภาวะเช่นนี้ จะส่งผลให้ประเทศยากจนเป็นผู้เผชิญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม วิธีแก้ปัญหาคือ เลิกสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและเปลี่ยนเป็นการอนุรักษ์แบบยั่งยืนแทนเพื่อช่วยลดปัญหาการสูญพันธุ์เหล่านี้ได้ในศตวรรษหน้า  ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น เลิกซื้อผลิตภัณฑ์หรือสัตว์ป่าหายากทั้งหลายมาบริโภคหรือมาเลี้ยง คงต้องปลูกฝังจิตสำนึกกันตั้งแต่ยังเด็ก ทางภาครัฐก็ควรมีนโยบายในเรื่องการอนุรักษ์อย่างชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และอาจจะเพิ่มบทลงโทษทางกฏหมายที่รุนแรงกับผู้ที่ซื้อขายสัตว์คุ้มครองหายาก รวมทั้งผู้ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย  หลายๆ ประเทศได้ใช้กรณีตัวอย่างกับผู้ซื้อขายสัตว์ป่าอนุรักษ์ บางประเทศประหารชีวิต บางประเทศจำคุกตลอดชีวิตไม่มีการลดโทษ (เพื่อไม่ให้ออกมาซื้อขายอีก) บางประเทศทั้งจำทั้งปรับในราคาที่แพงมากๆ สู้ไม่ไหว บางประเทศตัดมือ แล้วประเทศไทยเราน่าจะสมควรแก่เวลาแล้วหรือยังที่จะออกกฏหมายรุนแรงเพื่อลงโทษผู้ซื้อขายสัตว์ป่า(โดยที่สัตว์เหล่านั้นไม่มีทางช่วยเหลือตัวเองได้เลย)

ช่วงนี้ กระแสการเลือกตั้งในไทยกำลังดัง พรรคไหนมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหนอ จะสนับสนุนพรรคนั้นเต็มที่ทีเดียว

คราวหน้าจะมาต่ออีก 5 ข้อค่ะ





Future Fashion

16 10 2007

ออกแบบโดย Hussein Chalayan, youtube.com, Spring-Summer 2007

Future FashionFashion ในคอลเลคชั่นนี้เป็นที่ฮือฮามากทีเดียวเมื่อตอนออกโชว์ใหม่ๆ เพราะเป็นแฟชั่นโชว์แบบล้ำยุคที่นำเทคโนโลยีมาผสมผสานกับการออกแบบดีไซน์เสื้อผ้า เช่น กระโปรงที่สามารถบาน-หุบได้เองแบบในภาพ หรือจากกระโปรงยาวก็สามารถรูดขึ้นเป็นกระโปรงสั้น รูดซิปเองได้หรือเปลี่ยนหมวกจากแบบนึงเป็นอีกแบบนึง ซึ่งตอนดูโชว์ก็สนุกสนานตื่นเต้นดีกับนวัตกรรมและแนวคิดแปลกๆ ใหม่ๆ แต่คิดว่าในชีวิตจริงแล้วคงเป็นไปได้ยากเพราะราคาก็คงแพงไม่ใช่เล่น และลักษณะการใช้งานที่ยังดูเหมือนหุ่นยนต์ไปหน่อย แต่ก็ต้องยกนิ้วให้กับไอเดียเก๋ๆ ช๊อคโลก และ inspire นักออกแบบแฟชั่นอื่นๆ สมกับเป็น techno couture จริงๆ ค่ะคุณฮูสเซ็น ชาลายาน





Future Devices

16 10 2007

UMPC by Intel, youtube.com, April 2007

UMPC หรือ Ultra Mobile Pocket Computer เป็นทั้งโทรศัพท์มือถือ ทั้ง pocket pc ทั้งเครื่องช่วยนำทาง GPS ชนิดพูดได้ ทั้ง MP3 และอาจจะทำสิ่งต่างๆ ได้อีกหลายอย่าง โดยมีอุปกรณ์เสริมได้แก่ หูฟัง Bluetooth, นาฬิกาสื่อสารดิจิตอล, wristband รับสัญญานโทรศัพท์ และอื่นๆ

ดูแล้วก็ทำให้รู้สึกว่า อุปกรณ์เหล่านี้คงจะช่วยให้การใช้ชีวิตของเราในอนาคตง่ายขึ้นเพราะความสะดวกของการพ่วงต่ออุปกรณ์ต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน และยังช่วยให้เราสามารถจินตนาการไปได้อีกนิดว่า อนาคตของ features ในโทรศัพท์มือถือน่าจะทำอะไรได้บ้าง





Future Jokes

8 10 2007

Space Toilet, youtube.com, 27-06-07

เรื่องการเข้าห้องน้ำของนักบินอวกาศนี่ก็ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน เพราะอากาศในยานอวกาศเป็นสุญญากาศ สิ่งของทุกอย่างในนั้นจะล่องลอยเคว้งคว้างไปทั่ว แถมของเสียที่ถ่ายออกมาจะมีแบคทีเรียเป็นตัวอันตรายที่อาจทำให้ป่วยได้ด้วย ซึ่งการเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่อันตรายมากทีเดียวของนักบินอวกาศ

เจ้าหน้าที่นาซ่าเลยมาเล่าให้ฟังว่า บนยานอวกาศเค้าใช้ระบบดูดอัดอากาศเพื่อการณ์นี้โดยเฉพาะและปล่อยมันออกมานอกยาน ซึ่งจะถูกโลกดึงดูดและเผาไหม้อย่างด่วนจี๋  

ถ้าคราวหน้าคุณเห็นดาวตกพุ่งลงมาสู่โลก มันอาจจะคือ… เฮ้อ..ไม่อยากจะคิด ^^





Future Robot

28 09 2007

Real Transformer: Humvee Bioloid, youtube.com, 16-08-07

เชื่อว่าหลายคนคงเห็นวีดิโอความยาว 2 นาทีชิ้นนี้แล้ว

โดยส่วนตัวแล้วเป็นแฟนรถยี่ห้อ Hummer หรือชื่อเล่นว่า Humvee อยู่แล้ว และเมื่อยิ่งมาเห็นคลิปนี้เข้าก็ยิ่งกรี๊ด (ทำได้ไงเนี่ย)

มันคือผลงานการต่อหุ่นยนต์ที่เรียกว่า Bioloid ที่เป็นต้นแบบแนวคิดให้กับภาพยนตร์เรื่อง Transformer ที่ออกฉายไปเมื่อ summer ที่ผ่านมา ผู้สร้าง Humvee Bioloid ตัวนี้บอกว่าเค้าใช้เวลาสร้างในช่วงวันหยุดฤดูร้อนเท่านั้นเอง

อนาคตเราคงจะได้เห็นการสร้างหุ่นยนต์ข้ามยุคแบบนี้มากขึ้น





Future Prediction

27 09 2007

อนาคต 1000 ปีมนุษย์จะสูญพันธุ์, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, 13 มกราคม 2543 

วันนี้ได้อ่านบทความเรื่องนี้ที่เรียบเรียงจากสำนักข่าวรอยเตอร์โดยคุณณัฐพร รวมศิริวัฒนกุล (คลิกอ่านต้นฉบับ) เนื่องด้วยอยากอ่านบทความเกี่ยวกับอนาคตที่เขียนไว้ในภาษาไทยบ้าง หลังจากที่อ่านจบก็พบว่ามีแนวคิดที่น่าสนใจอยู่สองสามเรื่องค่ะ  เรื่องแรกคือแนวคิดของฮามิช แม็คแร เจ้าของหนังสือขายดีประจำปี 2538 เรื่อง The World  In  2020 ที่บอกว่า “เขาไม่สามารถบอกได้หรอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างใน 1000 ปีข้างหน้า แต่สิ่งเดียวที่สามารถพูดได้ในตอนนี้ก็คือ มนุษย์เราจะยังคงมีสมองแบบเดียวกับปัจจุบันนี้ … ยุคนี้คนเราก็มีมันสมองในระดับเดียวกับคนในยุคโรมัน ซึ่งมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เมื่อ 2000 ปีก่อน ดังนั้น ในปี 3000 คนเราก็อาจจะแค่สูงขึ้นนิดหน่อย หรือผอมลงไปบ้าง หรืออาจจะอ้วนขึ้น แต่โดยพื้นฐานแล้ว เชื่อว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์อย่างในปัจจุบันนี่แหละ“  ซึ่งคำพูดนี้ทำให้เรานึกไปถึงเรื่องของสมองและความเป็นอัจฉริยะจากหนังสือขายดีประจำปี 2550 ของคุณวนิษา เรซ “อัจฉริยะสร้างได้” ที่คุณหนูดีพูดถึงว่า “คนเราก็มีเซลสมองจำนวนเท่ากัน และก็เท่ากับไอน์สไตน์” นั่นแหละ  คิดว่าคงไม่โตแบบมนุษย์ต่างดาวอย่างที่เราคาดเดาด้วย

ถ้าจะมาลองคิดวิเคราะห์ดูแล้วก็เชื่อว่า จากนี้ไปนอกจากคนเราจะมีสมองขนาดเท่าเดิมแล้ว เรายังจะมีการพัฒนาการใช้สมองจนครบทุกส่วนและใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพ  คนเราจะมีอัจฉริยะในหลายๆด้านมากขึ้น โลกจะสงบสุขมากขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจตัวเอง เข้าใจโลก คนบนโลกจะรักกันมากขึ้น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น จะมีการนำ green technology มาใช้ในทุกๆเรื่องเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม (ที่ตอนนั้นอาจจะเหลืออยู่น้อยมากแล้ว) แต่จะเป็นเทคโนโลยีที่โปร่งใส ควบคุมอย่างง่ายๆ ด้วยความคิด (เช่นคิดว่า เปิดไฟ ไฟก็เปิดเอง) การเดินทางด้วยยานพาหนะล้ำสมัยลักษณะคล้ายประตูผ่านมิติของโดเรมอน กินอาหารแบบเม็ดเดียวอิ่มไปสามมื้อเพื่อไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น  มาคิดๆดูก็เหมือนชีวิตของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ยังไงไม่ทราบ โปร่งแสง อิ่มทิพย์ ไปมาด้วยการหายตัว แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะคะ ลองคิดดูดีดีว่า เทคโนโลยีปัจจุบันก็พัฒนาไปในแนวทางเดียวกันนี้เอง (อย่างเจ้า clap on ที่แค่ปรบมือ ไฟก็ติดเอง หรือการใช้รีโมตเปิดปิดไฟ การพิมพ์ดีดตามคลื่นเสียง จอทีวีที่ฝังในกระจก เครื่อง surface computer หรือคอมพิวเตอร์ที่บังคับการเปิดปิดด้วยม่านตา ฯลฯ) 

นี่เราเข้าใกล้อนาคตเร็วเกินกว่าจะคิดเลยนะเนี่ย





Future Education

26 09 2007

Did you know 2.0 , updated “Shift Happens” video from Karl Fisch and Scott MeLeod, June 2007

วีดิโอคลิปเรื่องนี้ กำลังเป็นกระแสนิยมและถูกพูดถึงในวงกว้างในสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นของหลายๆประเทศ วันนี้หลายร้อยโรงเรียนเปิดให้เด็กๆดู หลายวิทยาลัย หลายมหาวิทยาลัยถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียดว่า เราจะวางแนวทางการศึกษาไปในทางใดให้สอดรับกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เราจะเตรียมให้เด็กๆ รับมือกันอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัว

สำหรับประเทศไทยของเรา เรื่องรีบด่วนที่ควรแก้ปัญหาเป็นอันดับแรกคือ การเปลี่ยนวิธีการสอนภาษาอังกฤษจากการเรียนเขียน อ่าน เรียนแกรมม่า มาเป็นควรเน้นทักษะการพูดสื่อสารแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องมีข้อจำกัดของแกรมม่า (เหมือนกับที่เด็กๆเริ่มหัดพูด) เพราะต้องยอมรับว่า ภาษาอังกฤษคือประตูที่เปิดไปสู่โลกภายนอก (ซึ่งตอนนี้ก็เล็กลงเรื่อยๆ จากอินเตอร์เน็ต) และเชื่อว่าความสามารถทางภาษาอังกฤษและความรู้รอบตัวในเรื่องต่างๆระดับโลก จะช่วยยกระดับเด็กไทยที่เก่งอยู่แล้วให้ต่อสู้กับความไม่แน่นอนของอนาคตข้างหน้าได้ดีและมั่นคงกว่า





Future Music

26 09 2007

Perfume วงดนตรี girl band สัญชาติญี่ปุ่นแนวเพลงแห่งอนาคต

perfumeได้ดูคลิปวีดิโอเรื่อง 2057 ถ่ายทำโดย Discovery Channel เกี่ยวกับ the world of tomorrow ในแง่มุมต่างๆไปเมื่อสองสามวันก่อน แล้วบังเอิญเสิร์ชเน็ตเจอมีคนเอาหนังเรื่องนี้ไปใส่ประกอบเพลง Computer City ของวง Perfume ฟังครั้งแรกก็ชอบเลย เพราะเป็นเพลงแนว electro pop หรือ techno pop สนุกๆ ฟังง่ายๆ บวกกับนักร้องทั้งสามคน Nocchi, Kashiyuka และ A-Chan ทั้งร้องทั้งเต้นได้สนุกสนานสดใสมากๆ 

ตามประวัติแล้วทั้งสามคนเริ่มต้นอาชีพจากการร้องเพลงลงในเกมส์บอย (Nintendo Game Boy Advance) ก่อนเมื่อปี 2001 แล้วออกซิงเกิ้ลตามมาหลังจากนั้นและย้ายเข้าโตเกียวไปอยู่ค่ายเพลงอินดี้ ก่อนจะออกอัลบั้มอีกหลายอัลบั้ม

เพลงที่เอามาให้ฟังวันนี้มีชื่อว่า Electro World ค่ะ ลองฟังกันดู