Future: World Outlook 2008 (1)

10 11 2007

โดย The Futurist สรุปจาก wfs.org, Nov-Dec 2008

The Futurist Nov-Dec 07 คงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเขียนบล็อคเกี่ยวกับอนาคตโดยไม่ได้พูดถึง World Future Society หรือ เว็บไซต์คือ www.wfs.org  กับนิตยสารชื่อ The Futurist เพราะนักอนาคตศาสตร์ส่วนใหญ่หรือผู้ที่สนใจศึกษาค้นคว้าเรื่องราวเกี่ยวกับอนาคตศาสตร์มักจะเข้ามาหาความรู้จากทั้งสองสื่อนี้อยู่เป็นประจำ

ในฉบับประจำเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้ นิตยสาร The Futurist ได้ทำนายอนาคตของโลกในปี 2008 ไว้ 10 ประการ แต่ต้องขอออกความเห็นนิดหน่อยค่ะว่า อ่านแล้วจะออกไปทางแนวคิดอเมริกันค่อนข้างสูง อาจจะเนื่องจากผู้วิเคราะห์ทั้งหมดเป็นอเมริกันชนทั้งสิ้น คิดซะว่าลองศึกษาแนวคิดไว้บ้างก็ไม่เสียหลาย สนุกดีด้วย เป็นการเปิดโลกทัศน์ของเราไปในตัว ก็เลยจะขอสรุปความเป็นภาษาไทยอีกครั้งจากบทสรุปที่นำมาจาก wfs.org ตามนี้ค่ะ

1. โลกจะมีอภิมหาเศรษฐีพันพันล้านเพิ่มขึ้นก่อนปี 2025 - ทั้งนี้เนื่องมาจากยุคโลกาภิวัฒน์และการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ

2. แฟชั่นจะมีการพัฒนาอย่างยิ่งยวด – เพราะรสนิยมและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปล้ำยุคขึ้น  ในอนาคตเราอาจจะมีผ้าที่เปลี่ยนสีได้เอง (แบบกดปุ่มหรือตามความร้อน ไม่ใช่เพราะว่าใช้จนเก่าหรอกนะคะ) กางเกงยีนส์ที่ไม่เก็บกลิ่นน้ำหอม รองเท้าไนกี้ติดไอพอด หรือนาฬิกาข้อมือที่ทำหน้าที่เป็นกระเป๋าเงินด้วย (ก็เดี๋ยวนี้ จะใช้จ่ายอะไรก็รูดบัตรเครดิต และจ่ายเงินออนไลน์หักบัญชีธนาคาร ทำไมจะผลิตนาฬิการุ่นนี้ไม่ได้ หรือดูตัวอย่าง UMPC ที่ได้เล่าไว้ในตอนก่อนๆ ก็ได้) การพยากรณ์อนาคตวงการแฟชั่นนี้ ต้องไปถามจาก SFIT หรือ Smart Fabrics and Intelligent Textiles ที่ได้ทำนายตลาดอเมริกาและยุโรปว่า อาจจะมีการซื้อใช้สูงถึง 400 ล้านเหรียญเชียวค่ะ

3. อาจจะเกิดสงครามเย็นอีกครั้ง(ระหว่างอเมริกา)กับจีนหรือรัสเซีย หรือทั้งสองประเทศ – สิ่งนี้ผู้บริหารองค์กรระหว่างประเทศทางฝั่งอเมริกาเค้าทำนายไว้ว่า มันรุนแรงจนไปแทนที่เรื่องการก่อการร้าย (Terrorism) ทีเดียว เพราะเค้าเปรียบเทียบว่า ขีปนาวุธของรัสเซีย (และจีน) นั้นทรงอานุภาพมากกว่าของกลุ่มจีฮัดหลายขุมนัก มันเลยน่ากลัวกว่ากันมาก ยิ่งตอนนี้อเมริกาเสียดุลการค้ากับจีน มีการเรียกสินค้าที่ผลิตจากจีนคืน และอาจจะมีข้อขัดแย้งอื่นๆ มากขึ้นๆ ตามมา ต้องคอยดูกันต่อไป

4. จะลดการใช้เงินสดลง เข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) – คือ โลกได้พัฒนาเข้าสู่ยุคที่คนจะใช้เงินสดน้อยลง อาจจะใช้บัตรเครดิตเพิ่มขึ้น ebanking มากขึ้น จ่ายเงินผ่านออนไลน์กันมากขึ้น หรือเขียนเช็ค (ในอเมริกา)เพิ่มขึ้น ทำให้การใช้จ่ายเงินออนไลน์ง่ายขึ้นและปลอดภัยขึ้น

5. โลกจะเผชิญกับการสูญพันธุ์ของสัตว์และพืชที่หลากหลายทางพันธุกรรม (biodiversity) – องค์กร WRI หรือ World Resources Institute ทำนายไว้ว่า ในศตวรรษที่ 21 นี้ เราจะได้เห็นการสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์กว่าพันชนิด และการปกป้องการสูญพันธุ์เหล่านี้ ทำท่ามกลางการเพิ่มการบริโภคทรัพยากร จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป และการทำลายสิ่งแวดล้อม ภาวะเช่นนี้ จะส่งผลให้ประเทศยากจนเป็นผู้เผชิญกับการปกป้องสิ่งแวดล้อม วิธีแก้ปัญหาคือ เลิกสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นและเปลี่ยนเป็นการอนุรักษ์แบบยั่งยืนแทนเพื่อช่วยลดปัญหาการสูญพันธุ์เหล่านี้ได้ในศตวรรษหน้า  ตัวอย่างง่ายๆ ก็เช่น เลิกซื้อผลิตภัณฑ์หรือสัตว์ป่าหายากทั้งหลายมาบริโภคหรือมาเลี้ยง คงต้องปลูกฝังจิตสำนึกกันตั้งแต่ยังเด็ก ทางภาครัฐก็ควรมีนโยบายในเรื่องการอนุรักษ์อย่างชัดเจน ปฏิบัติได้จริง และอาจจะเพิ่มบทลงโทษทางกฏหมายที่รุนแรงกับผู้ที่ซื้อขายสัตว์คุ้มครองหายาก รวมทั้งผู้ที่ทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย  หลายๆ ประเทศได้ใช้กรณีตัวอย่างกับผู้ซื้อขายสัตว์ป่าอนุรักษ์ บางประเทศประหารชีวิต บางประเทศจำคุกตลอดชีวิตไม่มีการลดโทษ (เพื่อไม่ให้ออกมาซื้อขายอีก) บางประเทศทั้งจำทั้งปรับในราคาที่แพงมากๆ สู้ไม่ไหว บางประเทศตัดมือ แล้วประเทศไทยเราน่าจะสมควรแก่เวลาแล้วหรือยังที่จะออกกฏหมายรุนแรงเพื่อลงโทษผู้ซื้อขายสัตว์ป่า(โดยที่สัตว์เหล่านั้นไม่มีทางช่วยเหลือตัวเองได้เลย)

ช่วงนี้ กระแสการเลือกตั้งในไทยกำลังดัง พรรคไหนมีนโยบายชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างหนอ จะสนับสนุนพรรคนั้นเต็มที่ทีเดียว

คราวหน้าจะมาต่ออีก 5 ข้อค่ะ





Future Prediction

27 09 2007

อนาคต 1000 ปีมนุษย์จะสูญพันธุ์, หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ, 13 มกราคม 2543 

วันนี้ได้อ่านบทความเรื่องนี้ที่เรียบเรียงจากสำนักข่าวรอยเตอร์โดยคุณณัฐพร รวมศิริวัฒนกุล (คลิกอ่านต้นฉบับ) เนื่องด้วยอยากอ่านบทความเกี่ยวกับอนาคตที่เขียนไว้ในภาษาไทยบ้าง หลังจากที่อ่านจบก็พบว่ามีแนวคิดที่น่าสนใจอยู่สองสามเรื่องค่ะ  เรื่องแรกคือแนวคิดของฮามิช แม็คแร เจ้าของหนังสือขายดีประจำปี 2538 เรื่อง The World  In  2020 ที่บอกว่า “เขาไม่สามารถบอกได้หรอกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้างใน 1000 ปีข้างหน้า แต่สิ่งเดียวที่สามารถพูดได้ในตอนนี้ก็คือ มนุษย์เราจะยังคงมีสมองแบบเดียวกับปัจจุบันนี้ … ยุคนี้คนเราก็มีมันสมองในระดับเดียวกับคนในยุคโรมัน ซึ่งมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เมื่อ 2000 ปีก่อน ดังนั้น ในปี 3000 คนเราก็อาจจะแค่สูงขึ้นนิดหน่อย หรือผอมลงไปบ้าง หรืออาจจะอ้วนขึ้น แต่โดยพื้นฐานแล้ว เชื่อว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง มนุษย์ก็ยังคงเป็นมนุษย์อย่างในปัจจุบันนี่แหละ“  ซึ่งคำพูดนี้ทำให้เรานึกไปถึงเรื่องของสมองและความเป็นอัจฉริยะจากหนังสือขายดีประจำปี 2550 ของคุณวนิษา เรซ “อัจฉริยะสร้างได้” ที่คุณหนูดีพูดถึงว่า “คนเราก็มีเซลสมองจำนวนเท่ากัน และก็เท่ากับไอน์สไตน์” นั่นแหละ  คิดว่าคงไม่โตแบบมนุษย์ต่างดาวอย่างที่เราคาดเดาด้วย

ถ้าจะมาลองคิดวิเคราะห์ดูแล้วก็เชื่อว่า จากนี้ไปนอกจากคนเราจะมีสมองขนาดเท่าเดิมแล้ว เรายังจะมีการพัฒนาการใช้สมองจนครบทุกส่วนและใช้มันอย่างมีประสิทธิภาพ  คนเราจะมีอัจฉริยะในหลายๆด้านมากขึ้น โลกจะสงบสุขมากขึ้นเพราะคนส่วนใหญ่เข้าใจตัวเอง เข้าใจโลก คนบนโลกจะรักกันมากขึ้น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากขึ้น จะมีการนำ green technology มาใช้ในทุกๆเรื่องเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม (ที่ตอนนั้นอาจจะเหลืออยู่น้อยมากแล้ว) แต่จะเป็นเทคโนโลยีที่โปร่งใส ควบคุมอย่างง่ายๆ ด้วยความคิด (เช่นคิดว่า เปิดไฟ ไฟก็เปิดเอง) การเดินทางด้วยยานพาหนะล้ำสมัยลักษณะคล้ายประตูผ่านมิติของโดเรมอน กินอาหารแบบเม็ดเดียวอิ่มไปสามมื้อเพื่อไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น  มาคิดๆดูก็เหมือนชีวิตของเทวดาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ยังไงไม่ทราบ โปร่งแสง อิ่มทิพย์ ไปมาด้วยการหายตัว แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะคะ ลองคิดดูดีดีว่า เทคโนโลยีปัจจุบันก็พัฒนาไปในแนวทางเดียวกันนี้เอง (อย่างเจ้า clap on ที่แค่ปรบมือ ไฟก็ติดเอง หรือการใช้รีโมตเปิดปิดไฟ การพิมพ์ดีดตามคลื่นเสียง จอทีวีที่ฝังในกระจก เครื่อง surface computer หรือคอมพิวเตอร์ที่บังคับการเปิดปิดด้วยม่านตา ฯลฯ) 

นี่เราเข้าใกล้อนาคตเร็วเกินกว่าจะคิดเลยนะเนี่ย





Future Education

26 09 2007

Did you know 2.0 , updated “Shift Happens” video from Karl Fisch and Scott MeLeod, June 2007

วีดิโอคลิปเรื่องนี้ กำลังเป็นกระแสนิยมและถูกพูดถึงในวงกว้างในสถาบันการศึกษาทุกระดับชั้นของหลายๆประเทศ วันนี้หลายร้อยโรงเรียนเปิดให้เด็กๆดู หลายวิทยาลัย หลายมหาวิทยาลัยถกเถียงกันอย่างเคร่งเครียดว่า เราจะวางแนวทางการศึกษาไปในทางใดให้สอดรับกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เราจะเตรียมให้เด็กๆ รับมือกันอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆตัว

สำหรับประเทศไทยของเรา เรื่องรีบด่วนที่ควรแก้ปัญหาเป็นอันดับแรกคือ การเปลี่ยนวิธีการสอนภาษาอังกฤษจากการเรียนเขียน อ่าน เรียนแกรมม่า มาเป็นควรเน้นทักษะการพูดสื่อสารแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องมีข้อจำกัดของแกรมม่า (เหมือนกับที่เด็กๆเริ่มหัดพูด) เพราะต้องยอมรับว่า ภาษาอังกฤษคือประตูที่เปิดไปสู่โลกภายนอก (ซึ่งตอนนี้ก็เล็กลงเรื่อยๆ จากอินเตอร์เน็ต) และเชื่อว่าความสามารถทางภาษาอังกฤษและความรู้รอบตัวในเรื่องต่างๆระดับโลก จะช่วยยกระดับเด็กไทยที่เก่งอยู่แล้วให้ต่อสู้กับความไม่แน่นอนของอนาคตข้างหน้าได้ดีและมั่นคงกว่า